การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรก เชื้อโรค แบคทีเรีย สิ่งแปลกปลอมหรือน้ำมูกที่เหนียวข้น ไม่สามารถขับออกเองได้ ช่วยให้หายใจสะดวกมากขึ้น รวมถึงลดอาการน้ำมูกไหลลงคอ บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำเกลือที่ใช้ล้างจมูกต้องมีความเข้มข้น 0.9% น้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อเท่านั้น การล้างจมูกต้องศึกษาขั้นตอน ปฏิบัติให้ถูกต้องป้องกันอาการสำลักและเพื่อให้การรักษา มีประสิทธิภาพสูงสุด

7 ข้อควรระวัง ในการล้างจมูก รู้ก่อนล้างเพื่อความปลอดภัย
- ใช้น้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อ หรือน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นเพียง 0.9% โซเดียม คลอไรด์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยเนื่องจากความเข้มข้นของน้ำเกลือในระดับนี้ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุโพรงจมูก รวมถึงป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนด้วย
- ไม่ล้างจมูกด้วยน้ำเปล่าเด็ดขาด เพราะน้ำเปล่าไม่สมดุลต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดการสำลักในขณะที่ล้างจมูกได้ หรือมีอาการแสบโพรงจมูกอันตรายมาก มีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้
- การล้างจมูก ไม่ควรใช้แรงดันสูง หรือฉีดน้ำเกลือแรง อาจทำให้โพรงจมูกเกิดการระคายเคือง หรือเกิดภาวะอักเสบขึ้นได้
- หลังจากล้างจมูกเสร็จควรสั่งน้ำมูกออกให้หมด และไม่ควรสั่งแรงเพราะไม่เป็นผลดีต่อโพรงจมูก อาจทำให้หูอื้อได้อีกด้วย รวมถึงในขณะที่สั่ง ห้ามอุดรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ควรสั่งน้ำมูกออกพร้อมกันทั้งสองข้าง
- ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาพ่น ควรพ่นยาหลังจากล้างจมูก และต้องรอให้โพรงจมูกแห้งก่อนทำการพ่นจมูก หรือรออย่างน้อยประมาณ 3-5 นาที ค่อยพ่นจมูก
- หากผู้ป่วยมีภาวะรูจมูกตันข้างใดข้างหนึ่ง มีอาการตันจมูกเกิดขึ้นตลอดเวลา หายไม่สะดวก มีผลต่อการใช้ชีวิต แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ ก่อนทำการล้างจมูก
- การล้างจมูกในเด็กเล็กหรือทารก ควรปรึกษาแพทย์ ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ล้างจมูกเด็กก่อนทานอาหารหรือนม ป้องกันการอาเจียน ไม่แนะนำให้ล้างจมูกกับเล็กที่ยังกลั้นหายใจหรือสั่งน้ำมูกเองไม่เป็น หากมีน้ำมูกไหล สำหรับทารก สามารถหยดน้ำเกลือล้างจมูกข้างละ 2-3 หยดได้ ทำให้ความเหนียวข้นของน้ำมูกลดน้อยลง หลังจากล้างจมูกเสร็จแล้ว ควรใช้ลูกยางแดง ดูดน้ำมูกหรือน้ำเกลือออกทันที
7 ข้อควร ระวังในการล้างจมูก มีอะไรบ้างทั้งหมดนี้ เอาไปเป็นแนวทางในการล้างจมูกได้ การล้างจมูก มีข้อดีหลายอย่าง สามารถล้างได้ตั้งแต่วัยแรกเกิด ไปจนถึงผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม การล้างจมูกในเด็กเล็ก มีข้อควรระวังหลายอย่าง ต้องศึกษาหรือปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่มีอันตรายต่อเด็กและเพื่อการรักษาที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
